Zahnwehherrgott เมื่อพระเจ้าปวดฟัน
ตำนานตลกร้าย และความจริงเบื้องหลังสุสานโบราณ
เมื่อเสียงหัวเราะของคนขี้เมา กลายเป็นศรัทธาที่เล่าขาน...
ไขปริศนา "ผ้าพันแผล" ที่หายไปพร้อมกับสุสาน Stephansfreithof
ซุ้มโค้งทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมหาวิหาร สถานที่สถิตของ "พระเจ้าปวดฟัน" ที่ยังคงเฝ้ามองเวียนนาเงียบๆ ท่ามกลางกาลเวลาที่เปลี่ยนไป
มุมสงบที่ซ่อนอยู่ใจกลางเวียนนา
ท่ามกลางความยิ่งใหญ่ตระการตาของมหาวิหารเซนต์สตีเฟน ที่ดึงดูดสายตานับล้านคู่ให้แหงนมองยอดแหลมเสียดฟ้า
หากเราลองลดระดับสายตาลง แล้วเดินเลี่ยงฝูงชนอันวุ่นวายไปยังมุมสงบทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
(ตำแหน่งที่อยู่ตรงข้ามกับประตูทางเข้าของร้านชา Haas & Haas พอดี)
หลายคนอาจเดินผ่านเลยไป...
แต่ถ้าคุณตั้งใจมองหา จะพบกับมุมเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบเชียบภายใต้ตาข่ายที่ขึงกั้นไว้
บนเสาหินสูงในซุ้มโค้งนั้น...
มีรูปปั้นของชายผู้หนึ่ง เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของเวียนนามานานกว่า 600 ปี
ใบหน้าของท่านฉายแววทนทุกข์ แววตาหลุบต่ำ และริมฝีปากเผยอขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังระบายลมหายใจแห่งความเจ็บปวด
ชาวเวียนนาเรียกท่านด้วยชื่อที่ฟังดูน่าเอ็นดูปนขบขันว่า
"Zahnwehherrgott" หรือ "พระเจ้าปวดฟัน"
แต่ภายใต้ชื่อเรียกที่ชวนหัวเราะนี้...
ซ่อนความจริงทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งเอาไว้
มันคือร่องรอยของ "สุสานโบราณ" ที่เคยมีชีวิต และเรื่องราวของศรัทธาที่เปลี่ยนรูปร่างไปตามกาลเวลา
ในแต่ละวัน ผู้คนนับพันเดินผ่านมุมเล็กๆ แห่งนี้ไปอย่างเร่งรีบ... โดยหารู้ไม่ว่า ภายใต้เงาของมหาวิหารนั้น มีตำนานตลกร้ายซ่อนตัวรอให้ใครสักคนสังเกตเห็น
เปิดตำนาน ค่ำคืนแห่งวาจาสามหาว
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในยุคที่แสงไฟในเวียนนายังเป็นเพียงตะเกียงน้ำมันวูบวาบ...
มีตำนานเล่าขานถึงชายหนุ่มขี้เมาสามคนที่เดินโซซัดโซเซออกจากร้านเหล้า ตัดผ่านเข้ามาในเขตมหาวิหารเพื่อจะกลับบ้าน ด้วยฤทธิ์สุราและความคะนองปาก เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นรูปปั้นพระเยซูที่มุมโบสถ์ ซึ่งมีผ้าแถบผูกรัดอยู่ที่ใต้คาง เสียงหัวเราะร่าก็ดังลั่นทำลายความเงียบสงัด
"ดูนั่นสิพวกเรา พระเจ้าองค์นี้สงสัยจะเสวยขนมหวานมากไปแน่ๆ
ดูทำหน้าเข้า เอาผ้าพันคางไว้แบบนั้น
ปวดฟันตุบๆ จนแก้มบวมเลยล่ะสิพ่อคุณ"
พวกเขาล้อเลียนอย่างสนุกปาก โดยหารู้ไม่ว่า... วาจานั้นได้ไปสะกิดบางสิ่งที่มองไม่เห็นเข้าแล้ว
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าบ้าน ความเจ็บปวดแสนสาหัสก็จู่โจมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย มันไม่ใช่ความปวดธรรมดา แต่เหมือนมีคีมเหล็กร้อนๆ บีบขยี้ที่กราม
ความเจ็บปวดแล่นพล่านจนน้ำตาไหลพราก ความเมามายหายเป็นปลิดทิ้ง
ในวินาทีที่สติสัมปชัญญะกลับคืนมา... ความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ
พวกเขาฉุกคิดได้ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเสียแล้ว
ในคืนนั้นเอง....
ทั้งสามต้องพากันซมซานคลานกลับมาที่หน้าซุ้มรูปปั้นกลางดึก ก้มกราบขอขมาด้วยความสำนึกผิด...
และทันทีที่คำขอโทษหลุดจากปาก ความเจ็บปวดเจียนตายก็มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง
ตำนานเริ่มต้นเลื่องลือจากตรงนี้...
เพราะมีพยานรู้เห็นเหตุการณ์ตอนที่พวกเขากลับมานั่งคุกเข่าขอขมา และได้เห็นสภาพ "ก่อนและหลัง" ที่หายปวดราวกับปิดสวิตช์ เหตุการณ์นี้เองทำให้ชาวบ้านขนานนามท่านว่า "พระเจ้าปวดฟัน"
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเวียนนา ผู้คนที่ทนทุกข์ทรมานจากอาการปวดฟันและหมดหนทางรักษา ต่างพากันมาจุดธูปเทียนอ้อนวอนท่าน จนกลายเป็นที่พึ่งทางใจอันดับหนึ่งของผู้ป่วยทันตกรรมในยุคนั้น
ความจริงที่หายไป... ท่านปวดฟันจริงหรือ?
ถ้าได้ลองเดินเข้าไปสังเกต (และถ่ายภาพ) รูปปั้นนี้ชัดๆ จะเห็นความจริงปรากฏขึ้น...
"ท่านไม่ได้เอามือกุมแก้ม... และท่านไม่ได้กำลังปวดฟัน!"
องค์จริงภายในมหาวิหาร เผยให้เห็นรูปปั้นพระเยซู ปาง Ecce Homo ที่สงบนิ่ง ไร้มือที่กุมแก้ม..
พร้อมจารึกภาษาละตินที่ตัดพ้อผู้คนว่า
"ท่านทั้งหลายที่เดินผ่านไปมา... จงหยุดดูเถิด ว่ามีความเจ็บปวดใดเท่าความเจ็บปวดของเรา"
"O vos omnes qui transitis per viam, attendite et videte si est dolor sicut dolor meus"
(มาจากพระธรรม Lamentations 1:12)
แท้จริงแล้ว รูปปั้นนี้คือผลงานศิลปะยุคโกธิค (ราวปี ค.ศ. 1420) ในปาง "Ecce Homo" (Behold the Man) ซึ่งจำลองเหตุการณ์ขณะที่พระเยซูสวมมงกุฎหนามและถูกนำตัวมาประจานต่อหน้าฝูงชน ท่านยืนสงบนิ่ง พระหัตถ์ประสานไว้ที่หน้าท้อง ด้วยสีหน้าโศกเศร้า โดยที่มือไม่ได้แตะใบหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว
แล้วฉายา "ปวดฟัน" มาจากไหน?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่เนื้อหิน... แต่อยู่ที่ "พร็อพ" (Props) ที่หายไป ตามกาลเวลาค่ะ
ย้อนกลับไปหลายร้อยปีก่อน ด้วยแรงศรัทธา ชาวบ้านนิยมนำ "พวงดอกไม้" มาสวมบูชาที่พระเศียรของท่าน และเพื่อป้องกันไม่ให้ดอกไม้ปลิวหายไปกับสายลมแรงแห่งเวียนนา พวกเขาจึงใช้ “ผ้าแถบ” ผูกรัดพวงดอกไม้ไว้ใต้คาง
เมื่อวันเวลาผ่านไป ดอกไม้ร่วงโรย เหลือเพียงผ้าผูกคางที่เก่าหมอง...
ในสายตาคนผ่านทาง (หรือคนเมาในตำนาน) ผ้าผืนนั้นจึงดูไม่ต่างอะไรกับ "ผ้าพันแผลของคนปวดฟัน"
กลายเป็นตลกร้ายที่เล่าต่อกันมา จนบดบังความหมายเดิมไปเสียสนิท
บรรยากาศของ Stephansfreithof สุสานที่มีชีวิต
ใครที่ได้มายืนดูองค์จริงหลายคนอาจสงสัยว่า "รูปปั้นอยู่สูงขนาดนั้น คนเมาจะมองเห็นผ้าพันคางชัดๆ หรือเอาดอกไม้ไปผูกถึงได้ยังไง" คำตอบซ่อนอยู่ในภาพวาดเก่าแก่ใบนี้ค่ะ...
บรรยากาศของ Stephansfreithof ในอดีต ที่ซึ่งหลุมศพและวิถีชีวิตของผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างแยกไม่ออก
(ภาพ: Salomon Kleiner, Public Domain)
ในอดีต พื้นที่รอบมหาวิหารที่เราเดินเล่นกันอยู่นี้ เคยเป็น Stephansfreithof หรือสุสานขนาดใหญ่ใจกลางเมือง
ในสมัยนั้น สุสานไม่ได้น่ากลัวหรือวังเวง แต่เป็นศูนย์กลางวิถีชีวิต มีพ่อค้าแม่ค้า และผู้คนเดินขวักไขว่ มีทางเดินลัดเลาะผ่านหลุมศพ
และ "พระเจ้าปวดฟัน" ของเรา เดิมทีประดิษฐานอยู่ในระดับสายตา หรือบนแท่นเตี้ยๆ ท่ามกลางผู้คนเหล่านี้แหละค่ะ ท่านจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ "เข้าถึงง่าย" จับต้องได้ และถูกล้อเลียนได้ง่ายเช่นกัน
ตัวจริง" vs. "ตัวแทน" และกรงขังแห่งกาลเวลา
กาลเวลาผ่านไป...
ไม่ใช่แค่สุสานที่หาย
แต่ "มลภาวะ" ยุคใหม่เริ่มคุกคามเนื้อหินทรายเก่าแก่
ในปี 1960 ทางการจึงตัดสินใจอัญเชิญ "องค์จริง" ย้ายหนีฝนกรดเข้าไปประดิษฐานอย่างเงียบสงบภายในมหาวิหาร บริเวณ "โถงทางลงสุสานใต้ดิน" (Catacombs) ฝั่งหอคอยเหนือ
ทิ้งไว้เพียง "องค์จำลอง" (Replica) ด้านนอก ที่ต้องยืนรับลมฝนบนเสาสูง และซ่อนตัวอยู่ในซุ้มโค้งนอกตัวอาคาร ภายใต้ตาข่ายที่ขึงกั้นเพื่อความปลอดภัย
สภาพปัจจุบันของ "องค์จำลอง" ที่ต้องยืนตากแดดตากฝนอยู่ภายนอก ถูกปกป้องด้วยตาข่ายเพื่อความปลอดภัย... สัญลักษณ์ของระยะห่างระหว่างมนุษย์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในยุคปัจจุบัน
จากอดีตที่เคยตั้งอยู่ในระดับสายตาให้คนเอื้อมถึง... สู่วันนี้ที่ถูกยกไว้บนยอดเสาสูงเสียดฟ้า เหลือไว้เพียงตำนานให้เราได้แหงนหน้ามอง
มุมมองจากอดีต และการเปลี่ยนแปลง
หากเราลองย้อนเวลาผ่านภาพวาดสีน้ำของศิลปินเอกแห่งเวียนนาอย่าง Ernst Graner (ซึ่งเคยถูกนำออกประมูลใน Dorotheum) เราจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง...
ปลายพู่กันของ Graner เผยให้เห็นช่วงเวลาที่รูปปั้นยังยืนสงบนิ่งอยู่ที่มุมผนังวิหารโดย "ไร้พันธนาการ" ไม่มีตาข่ายกั้น แสงแดดอุ่นๆ ตกกระทบผิวหินทรายอย่างอ่อนโยน เป็นภาพความทรงจำที่สวยงามและดูใกล้ชิดกับผู้คนกว่าปัจจุบันมาก
ภาพวาดสีน้ำ "Zahnwehherrgott" โดย Ernst Graner (1865–1943) ศิลปินผู้เชี่ยวชาญการถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งเวียนนา (Viennese Vedute)ในภาพแสดงบรรยากาศช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่เรายังสามารถมองเห็นองค์พระเยซูได้ชัดเจน ไร้ตาข่ายกั้นขวาง แสงเงาที่นุ่มนวลสะท้อนความผูกพันระหว่างชาวเมืองกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้เป็นอย่างดี
(Source: Dorotheum Auction House / Watercolor on paper)
ภาพนี้เปรียบเสมือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชั้นดีที่ยืนยันว่า ครั้งหนึ่งท่านเคยประดิษฐานอยู่ที่มุมผนังด้านนอกส่วน Choir (ท้ายโบสถ์) อย่างเปิดเผย ให้ผู้คนได้เข้าถึงและชื่นชมความงามของสถาปัตยกรรมได้อย่างเต็มตา
ตามรอย "ตัวจริง" vs "ตัวแทน"
สรุปว่า ในปัจจุบันนี้ ถ้าเราไปเดินตามหา Zahnwehherrgott จะได้พบกับท่านใน 2 สถานะค่ะ
- องค์จำลอง (The Replica): ตั้งอยู่ที่เดิม (ผนังด้านนอกทิศเหนือ) แต่ถูกยกขึ้นไปไว้บนเสาสูง และมีตาข่ายครอบไว้แน่นหนา เพื่อป้องกันนกและกันหินร่วงหล่น
ความรู้สึก: แม้จะดูห่างเหินและเข้าถึงยาก แต่ท่านก็ยังทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์เตือนใจให้คนผ่านไปมาได้ระลึกถึงตำนาน
- องค์จริง (The Original): อยู่ภายในตัวมหาวิหารฝั่งหอคอยเหนือ บริเวณโถงทางลงสุสานใต้ดิน ในมุมสงบเงียบนั้น คุณจะพบกับท่านยืนรออยู่
ความรู้สึก: ที่นี่ไม่มีตาข่ายกั้น เราสามารถสบตากับท่านได้ในระยะใกล้ (แม้จะจับไม่ได้แล้วก็ตาม) ร่องรอยการสึกกร่อนบนใบหน้าท่าน เล่าเรื่องราวความเจ็บปวดและการเดินทางผ่านกาลเวลาได้ดียิ่งกว่าคำพูดใดๆ
ระยะห่างของศรัทธา
จาก "พระเจ้า" ที่เคยยืนอยู่ในสุสาน ให้คนเมาเดินชนและเอาดอกไม้ไปผูกเล่นได้...
สู่วันนี้ที่ต้องยืนอยู่หลังตาข่ายและบนยอดเสาสูง...
เรื่องราวของ Zahnwehherrgott สอนให้เราเห็นมุมมองที่น่าสนใจค่ะ
บางครั้ง สิ่งที่เรามองเห็น (เช่น ผ้าพันคาง) อาจเกิดจากความเข้าใจผิดของเราเอง
และบางครั้ง สิ่งศักดิ์สิทธิ์อาจไม่ได้ต้องการให้เราสัมผัสด้วยมือเพื่อให้เกิดปาฏิหาริย์
แต่การได้ยืนมองท่านเงียบๆ ด้วยความเข้าใจ และส่งกำลังใจให้กันผ่านสายตา...
อาจเป็นการเยียวยาความเจ็บปวด (ไม่ว่าจะปวดฟันหรือปวดใจ) ที่ดีที่สุดแล้วก็ได้
ทุกวันนี้ แม้เราจะมีหมอฟันที่เก่งกาจ
แต่ชาวเวียนนาจำนวนไม่น้อยก็ยังแวะเวียนมาหาท่าน
เพื่อขอพรให้ความเจ็บปวดทุเลาลง...
หรืออย่างน้อย ก็ขอความเข้มแข็งให้ผ่านพ้นการรักษารากฟันไปได้ด้วยดี
ใครมาเวียนนา อย่าลืมแวะไปทักทายท่านนะคะ ...
และจำไว้ว่า ถึงท่านจะใจดีแค่ไหน แต่เรื่องปวดฟันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
"อย่าเผลอไปแซวท่านเชียวล่ะ!" 😉
ภาพมุมกว้างของ Stephansdom แสดงให้เห็นว่า ตำนานพระเจ้าปวดฟันเป็นเพียงจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง... ที่เติมเต็มประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของมหาวิหารแห่งนี้ให้สมบูรณ์
- พิกัดองค์จำลอง: ผนังด้านนอก Stephansdom ให้หันหน้าเข้าหา "ท้ายโบสถ์" (ส่วนที่โค้งๆ ด้านหลัง) หรือมองหาร้าน Haas & Haas (Stephansplatz 4) พอถึงหน้าร้านชาเก๋ๆ นี้ ให้หันหลังให้ร้าน แล้วมองกลับไปที่ผนังโบสถ์ค่ะ ท่านจะอยู่ในซุ้มเล็กๆ บนผนังด้านนอก ระดับสายตาพอดีๆ (เรียกว่า Armenseelennische หรือ ซุ้มวิญญาณผู้ยากไร้)
- พิกัดองค์จริง: ภายในมหาวิหาร โดยเมื่อเดินเข้าประตูหลักของโบสถ์ที่อยู่ด้านหน้าสุด เข้ามาแล้ว "ให้เลี้ยวซ้าย" (เดินไปทางฝั่งทิศเหนือ) แล้วเดินตรงไปที่ซุ้มทางเดินฝั่งซ้าย (Left Aisle) จนกระทั่งเจอทางบริเวณทางลง Catacombs ฝั่ง North Tower
ขอขอบคุณข้อมูลประวัติศาสตร์บางส่วนจาก
Wien Geschichte Wiki (สารานุกรมประวัติศาสตร์เมืองเวียนนา): หัวข้อ "Zahnwehherrgott"
Stephansdom Official Guide: ประวัติและตำนานรอบมหาวิหารเซนต์สตีเฟน
Czeike, Felix: Historisches Lexikon Wien (พจนานุกรมประวัติศาสตร์เวียนนา - สำหรับข้อมูลเรื่องผ้าผูกดอกไม้และองค์จริง Ecce Homo)
Sagen.at: Die Sagen und Legenden der Stadt Wien (รวมตำนานเมืองเวียนนา)
เรื่องและภาพโดย: Nookpixel
นุก – เสาวลักษณ์ จันทร์อดิศร เภสัชกรหญิงผู้ผันตัวมาเป็นนักเล่าเรื่องและช่างภาพ ปัจจุบันอาศัยอยู่ในกรุงเวียนนา
หลงรักการเดินเท้าและบันทึกจังหวะเมืองผ่านเลนส์
เจ้าของเพจ "วนเวียนนา - Von Wien" มาพร้อมแนวคิด "เดินวนในเวียนนา...มีเรื่องมาเล่า"
โดยตั้งใจหยิบยกศิลปะ วัฒนธรรม และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยฉบับคนท้องถิ่น
มาถ่ายทอดให้เป็นเรื่องราวที่ละเมียดละไมและสนุกสนานกว่าที่เคย
และเจ้าของเพจ "Nookpixel" บริการถ่ายภาพในเวียนนา
สำหรับใครที่อยากเก็บความทรงจำสวยๆ ในมุมมองที่ไม่เหมือนใคร
ช่องทางการติดตาม:
- เรื่องราวจากเวียนนา: วนเวียนนา - Von Wien (FB สำหรับคนชอบอ่าน)
- สนใจถ่ายภาพ/ติดต่องาน: Nookpixel (FB สำหรับทักแชทจ้างงาน)
- รวมภาพถ่ายสวยๆ : @nookpixel.photo (IG Portfolio)
Nookpixel



