เมื่อ 4 มหาอำนาจหั่นเมือง และโรงแรมหรูกลายเป็นค่ายทหาร
ถ้าคุณคิดว่าเวียนนาคือเมืองแห่งความโรแมนติก เสียงดนตรีวอลทซ์ และกลิ่นหอมของเค้กช็อกโกแลต
ขอให้เก็บภาพสุนทรีย์นั้นไว้ชั่วคราว
เพราะถ้าย้อนเวลากลับไปสัก 70 ปีก่อน สิ่งที่เตะจมูกคุณกลางถนนสายเศรษฐีอย่าง Ringstraße จะไม่ใช่กาแฟคั่วบด แต่เป็นกลิ่นควันบุหรี่นอก น้ำมันเครื่องรถจี๊ป และความตึงเครียดของสายลับที่เดินชนกันแทบทุกหัวมุมถนน
หาก EP.1 คือเรื่องราวของออสเตรียที่เนียนสวมบท "เหยื่อสงคราม" ได้สำเร็จบนเวทีโลก
EP.2 นี้... คือราคาแสนแพงที่เวียนนาต้องจ่าย เพื่อแลกกับการเอาตัวรอด
ฉากหลังปี 1945 เมื่อเวียนนาเหลือเพียงเศษซาก
หลังฝุ่นควันของสงครามโลกครั้งที่ 2 จางลงในปี 1945 กองทัพโซเวียตคือผู้ที่กรีธาทัพบุกเข้าเวียนนาเป็นชาติแรก
เมืองที่เคยได้ชื่อว่างดงามที่สุดในยุโรปกลางเหลือเพียงซากปรักหักพัง อาคารประวัติศาสตร์พินาศ สะพานขาดดั้น ท่อน้ำระเบิดแตก
ฉากแรกหลังจากยึดเมืองได้ สิ่งที่ทหารโซเวียตทำไม่ใช่การปักธงชูชัยชนะอย่างสง่างาม
แต่คือการปล้นสะดม
เวียนนาในวันนั้นไม่มีความโรแมนติกหลงเหลือ มีเพียงเศษซากปรักหักพัง ตลาดมืดที่ขับเคลื่อนด้วยความหิวโหย และเหล่าสายลับนานาชาติที่แฝงตัวอยู่ในเงามืด
ภาพสะท้อนวิถีชีวิตใหม่แห่งปี 1945: ทหารหญิงกองทัพแดงยืนบัญชาการจราจรท่ามกลางซากปรักหักพังของกรุงเวียนนา ในขณะที่ชาวเมืองต้องก้มหน้าใช้ชีวิตต่อไปภายใต้ร่มเงาของผู้ยึดครอง (ภาพ: Yevgeny Khaldei / Public Domain)
การแบ่งเค้กชิ้นประวัติศาสตร์: เมื่อเวียนนาถูกหั่นเป็น 4 ส่วน
เดือนกรกฎาคม 1945 มหาอำนาจผู้ชนะสงครามทั้ง 4 ชาติ (อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และโซเวียต) ตกลงฉีกดินแดนออสเตรียออกเป็นสี่ส่วนแล้วแบ่งกันปกครอง ถอดแบบมาจากสิ่งที่พวกเขาทำกับเยอรมนี
ในเวลานั้นออสเตรียแทบไม่ถูกนับว่าเป็นประเทศด้วยซ้ำ ชื่อของพวกเขาถูกลบออกจากแผนที่โลกไปโดยปริยาย
แต่สำหรับ "เวียนนา" อดีตศูนย์กลางอำนาจของจักรวรรดิ มหาอำนาจเลือกที่จะขีดเส้นแบ่งเขตปกครองกันใหม่ในชั่วข้ามคืน
ลองจินตนาการถึงแผนที่เวียนนาที่ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ
อเมริกา ยึดโซนคนรวย เปลี่ยนบ้านหรูย่าน Grinzing เป็นบ้านพักนายพล
อังกฤษ ยึดโซนอดีตพระราชวัง Schönbrunn
ฝรั่งเศส คุมโซนช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์
โซเวียต ยึดโซนอุตสาหกรรมหนักฝั่งข้ามแม่น้ำดานูบ
แต่ความโกลาหลที่สุดไปกระจุกอยู่ที่ เขต 1 (Innere Stadt) หรือไข่แดงกลางเมือง
มันคือเชอร์รี่บนยอดเค้กที่ไม่มีมหาอำนาจชาติไหนยอมเสียหน้าให้กัน พื้นที่ตรงนี้จึงถูกตั้งเป็น โซนบริหารร่วม (Inter-Allied Zone)
โรงแรมหรูระดับตำนานที่เคยต้อนรับจักรพรรดิและชนชั้นสูง ถูกยึดเบ็ดเสร็จเพื่อเปลี่ยนเป็นกองบัญชาการ
อังกฤษเข้ายึด Hotel Sacher
อเมริกาเลือก Hotel Bristol
ส่วนโซเวียตเหมา Hotel Imperial และ Hotel Grand เป็นฐานที่มั่น
ความตลกร้ายระดับมาสเตอร์พีซเกิดขึ้นที่ Hotel Imperial ห้องสวีทหรูหราที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เคยใช้พักในคืนแรกที่เขากลับมาเวียนนาฐานะผู้พิชิตเมื่อปี 1938 บัดนี้กลายเป็นห้องที่นายพลโซเวียตใช้นอนก่ายหน้าผาก ด้านหน้าโรงแรมมีรูปปั้นสตาลินขนาดยักษ์ตั้งตระหง่านจ้องมองลงมา พร้อมธงแดงเคียวค้อนโบกสะบัดอยู่บนหลังคาโรงแรมที่แพงที่สุดในเมือง
บางครั้งประวัติศาสตร์ก็เขียนบทละครได้ย้อนแย้งเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการถึง
ป้าย 'กองบัญชาการทหารโซเวียต' ถูกนำมาแขวนทับเหนือทางเข้า Hotel Imperial ซึ่งถูกยึดเป็นฐานที่มั่นหลักของกองทัพแดงในปี 1945 (ภาพโดย Yevgeny Khaldei ช่างภาพสงครามกองทัพแดง / Public Domain)
ตลกร้ายการทูต การสลับธง และตำนาน "The Four in the Jeep"
ศูนย์กลางความวุ่นวายระดับนานาชาติอยู่ที่ อาคารศาลยุติธรรม (Justizpalast) ซึ่งถูกใช้เป็นกองบัญชาการรวม
ปัญหาคือมหาอำนาจทั้งสี่ตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะมีอำนาจสูงสุด จึงต้องใช้วิธี "ผลัดกันเป็นประธานคนละเดือน" เสาธงหน้าตึกจึงต้องคอยชักธงชาติเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามเวรของเดือนนั้น
ด้วยความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ปฏิบัติการตระเวนตรวจตราย่านเขต 1 จึงต้องมีทหารจากทั้งสี่ชาตินั่งอยู่ในรถคันเดียวกัน
ภาพ "The Four in the Jeep" ที่มีอเมริกันจับพวงมาลัย อังกฤษนั่งข้าง ฝรั่งเศสและโซเวียตนั่งเบาะหลัง กลายเป็นภาพจำที่สะท้อนสัญลักษณ์ของเวียนนายุคหลังสงครามได้อย่างสมบูรณ์แบบ
4 ชาติที่เพิ่งจบจากการรบ บางทีก็คุยกันคนละภาษา แต่ต้องมานั่งเบียดกันในรถจี๊ปคันแคบๆ
นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในรูปแบบที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา
รถจี๊ป Willys MB คันจริงของหน่วยตระเวนร่วม (Inter-Allied Patrol) สัญลักษณ์ความตลกร้ายแห่งยุคสงครามเย็น ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การทหาร (Heeresgeschichtliches Museum) กรุงเวียนนา (ภาพ: Stefan97 / Wikimedia Commons)
สงครามเย็นขนาดย่อม และระบบเศรษฐกิจคู่ขนาน
ในขณะที่ฝั่งตะวันตกอย่างอเมริกามาพร้อมกับ Marshall Plan หว่านเงินกู้และแพ็กเกจความช่วยเหลือเพื่อดึงประชาชนให้อยู่ฝั่งทุนนิยม
ฝั่งโซเวียตกลับใช้ช่องโหว่ของข้อตกลง กวาดต้อนริบทรัพย์สินและกิจการของออสเตรียกว่า 450 แห่งไปบริหารผ่านองค์กรยักษ์ใหญ่ที่ชื่อ USIA ซึ่งทำตัวเป็น "รัฐซ้อนรัฐ" ไม่จ่ายภาษี ไม่สนใจศุลกากร และผลิตสินค้าส่งกลับไปบำรุงแผ่นดินแม่รัสเซียเท่านั้น ทิ้งให้อุตสาหกรรมในเวียนนาพังทลายลงเรื่อยๆ
เวียนนาจึงตกอยู่กลางพายุสองลูก
ฝ่ายหนึ่งพยายามอัดฉีดเงินเข้า อีกฝ่ายพยายามสูบเลือดออก
ท่ามกลางวงล้อมของสายลับและการชิงไหวชิงพริบ
ออสเตรียกลายเป็นเพียง "รัฐกันชน" ที่ต้องเล่นเกมเอาตัวรอดบนความเสี่ยงสูงสุด
ชีวิตของชาวเวียนนาในเวลานั้นเหมือนถูกจองจำในบ้านตัวเอง จดหมายทุกฉบับ โทรศัพท์ทุกสาย ถูกดักฟังและแกะอ่านโดยหน่วยเซนเซอร์
การเดินข้ามคลอง Donaukanal จากเขต 1 ไปเขต 2 ไม่ใช่แค่การข้ามถนน แต่มันคือการข้ามพรมแดนจากเขตอินเตอร์ไปสู่ดงของโซเวียต ที่ชาวบ้านต้องควักบัตรผ่านให้ทหารรัสเซียตรวจราวกับกำลังลี้ภัย
เมื่อเงินชิลลิงกลายเป็นเศษกระดาษไร้ค่า สิ่งที่ใช้แทนเงินตราไม่ใช่ทองคำ แต่เป็น "บุหรี่อเมริกัน ช็อกโกแลต และถุงน่องไนลอน"
เวียนนากลายเป็นศูนย์กลางตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ชาวเมืองชั้นสูงต้องยอมลากเปียโนหลังงามหรือนำแหวนเพชรประจำตระกูล ไปที่ตลาดมืดหน้าโบสถ์ Karlskirche เพื่อแลกกับมันฝรั่งเพียงหนึ่งกระสอบ หรือบุหรี่ Lucky Strike ไม่กี่ซอง เพื่อประทังชีวิตไปวันๆ
เมื่อสัญลักษณ์แห่งความศิวิไลซ์กลายเป็นเพียงเศษอิฐ: ร้าน Julius Meinl ในปี 1945 ที่เคยเป็นแหล่งรวมของอร่อยจากทั่วโลก กลับเหลือเพียงป้ายชื่อท่ามกลางการลาดตระเวนของกองทัพแดง สะท้อนภาพลักษณ์เวียนนาที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจคู่ขนานและการดิ้นรนเอาชีวิตรอด (ภาพ: Yevgeny Khaldei / Public Domain)
อิสรภาพที่มีราคาต้องจ่าย
ออสเตรียถูกฉีกทึ้งและยึดครองในสภาพนี้ยาวนานกว่า 10 ปีเต็ม
จนกระทั่งวันที่ 15 พฤษภาคม 1955 สนธิสัญญารัฐออสเตรีย (Austrian State Treaty) ได้รับการลงนาม
Leopold Figl รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรียในขณะนั้น ก้าวออกมายืนบนระเบียงพระราชวัง Belvedere ชูกระดาษสนธิสัญญาขึ้นเหนือหัวต่อหน้าฝูงชนนับแสนที่รอคอยมาทั้งทศวรรษ
แล้วเปล่งประโยคที่ชาวออสเตรียจำได้ฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้
"Österreich ist frei!"
ออสเตรียเป็นอิสระแล้ว
แต่เอกราชของชาติย่อมมีราคา
และราคาที่ออสเตรียต้องจ่ายเพื่อแลกกับการเชิญมหาอำนาจทั้งสี่ออกจากประเทศ
คือคำสัญญาที่ต้องรักษาว่า พวกเขาจะเป็น "กลาง" ตลอดไป
Bonus Track: ลายแทงเวียนนาฉบับม่านเหล็ก
สำหรับใครที่อยากสวมวิญญาณนักประวัติศาสตร์ หรือตามรอยภาพยนตร์จารกรรม วนเวียนนาขอชี้เป้าสถานที่จริงให้ไปเดินสัมผัสร่องรอยสงครามเย็นกันค่ะ
📍 Hotel Imperial (เขต 1 - ศูนย์บัญชาการโซเวียต): ปัจจุบันคือโรงแรมหรูและแพงที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ในปี 1945 หน้าประตูบานกระจกนี้เคยมีรถถังและทหารโซเวียตยืนคุมอยู่ ห้องสวีทราคาคืนละหลายหมื่นบาทที่คุณเห็น ก็คือห้องเดียวกับที่นายพลโซเวียตเคยใช้รองเท้าบูทเปื้อนโคลนเดินย่ำลงบนพรมทอผืนหรูนั่นเองค่ะ
📍 Hotel Bristol (เขต 1 - ศูนย์บัญชาการอเมริกา): ฝั่งอเมริกาเลือกโรงแรมคลาสสิกข้างโรงโอเปร่าแห่งนี้ สิ่งที่ตลกร้ายคือ ถ้าคุณได้เดินขึ้นบันไดหลัก ลองสังเกตราวจับทองเหลืองดูนะคะ มันจะมีรอยบุบแหว่งเล็กๆ เต็มไปหมด รอยพวกนี้มาจากพานท้ายปืนไรเฟิลของทหารอเมริกันที่กระแทกกระทั้นเวลาเดินขึ้นลง โรงแรมจงใจเก็บรอยพวกนี้ไว้เป็นอนุสรณ์เตือนใจ
(วนเวียนนาอัพเดท: ตอนนี้ Hotel Bristol ปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ลากยาวไปจนถึงปลายปี 2027 นะคะ)
📍Hotel Sacher (เขต 1 - ศูนย์บัญชาการอังกฤษ): ทุกวันนี้คนต่อคิวยาวเหยียดเพื่อเข้าไปกิน Original Sacher-Torte ชิ้นละเกือบสิบยูโร แต่ในยุคที่อังกฤษคุมโรงแรมนี้ ข้างในเต็มไปด้วยการจิบชาและปาร์ตี้ของนายทหาร ในขณะที่คนเวียนนาข้างนอกโรงแรมกำลังหิวโซและไม่มีแม้แต่เศษขนมปังแข็งๆ ให้ประทังชีวิต เป็นความคอนทราสต์ที่เจ็บปวดที่สุดของยุคนั้น
📍Hotel Motto (เขต 6 - ศูนย์บัญชาการฝรั่งเศส): ฝรั่งเศสเลือกยึดถนนช้อปปิ้ง Mariahilfer Straße เป็นโซนของตัวเอง และตั้งกองบัญชาการที่ Hotel Kummer ซึ่งปัจจุบันก็คือ Hotel Motto โรงแรมบูทีคสุดชิคขวัญใจสายคอนเทนต์นั่นเอง ความตลกร้ายคือ ในขณะที่ชาวเมืองไม่มีข้าวกิน ทหารฝรั่งเศสยังคงรักษาความสุนทรีย์ นำเข้าไวน์ชั้นเลิศและวัตถุดิบอย่างดีมาเสวยสุขกันในตึกนี้ ราวกับเป็นปารีสสาขาสอง ทุกวันนี้เวลาคุณขึ้นไปจิบคอกเทลที่รูฟท็อปบาร์ ลองนึกภาพทหารฝรั่งเศสยืนหมุนแก้วไวน์มองดูซากเมืองจากมุมเดียวกันดูนะคะ
📍Resselpark ที่ Karlsplatz (เขต 4 - ศูนย์กลางตลาดมืด): สวนสาธารณะหน้าโบสถ์ Karlskirche ที่ทุกวันนี้วัยรุ่นและนักท่องเที่ยวมานั่งชิลดื่มเบียร์กันอย่างสบายใจ รู้ไหมคะว่าคุณกำลังนั่งทับอดีตตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เป็นจุดที่คนชั้นสูงเคยลากเปียโนมาแลกกับถุงน่องไนลอนและบุหรี่อเมริกันเพื่อเอาชีวิตรอด
📍สวนสนุก Prater (เขต 2 - ตลาดมืดแดนเถื่อน): ตอนนั้นพื้นที่เขต 2 ตกอยู่ใต้อุ้งเท้าของโซเวียต ท่ามกลางซากโครงเหล็กของชิงช้าสวรรค์ยักษ์ (Riesenrad) ที่ถูกไฟระเบิดเผาจนดำเป็นตอตะโก ที่นี่คือตลาดมืดอีกแห่งที่ดิบเถื่อนและอันตรายที่สุด แต่เป็นแหล่งรวมแก๊งค้าอาวุธ ยาเสพติด ยาเพนิซิลลินปลอม และการนัดพบของสายลับนานาชาติ ความดิบและคลาสสิกของ Prater ในยุคนั้น ถูกบันทึกไว้เป็นฉากหลังของภาพยนตร์จารกรรมระดับตำนานอย่าง "The Third Man" แบบภาพต่อภาพเลยทีเดียว
ใครมีแผนมาตามรอยในเวียนนา
ตอนกำลังจ่ายเงินหลักพันค่าเค้กกับกาแฟ
ลองซึมซับเรื่องราวเหล่านี้ดูนะ
แล้วคุณจะพบว่าภายใต้ความหรูหราฟู่ฟ่า
เวียนนาคือเมืองที่ซ่อนรอยแผลเป็นได้แนบเนียนที่สุดในโลก
เรื่องและภาพโดย: Nookpixel
นุก – เสาวลักษณ์ จันทร์อดิศร เภสัชกรหญิงผู้ผันตัวมาเป็นนักเล่าเรื่องและช่างภาพ ปัจจุบันอาศัยอยู่ในกรุงเวียนนา
หลงรักการเดินเท้าและบันทึกจังหวะเมืองผ่านเลนส์
เจ้าของเพจ "วนเวียนนา - Von Wien" มาพร้อมแนวคิด "เดินวนในเวียนนา...มีเรื่องมาเล่า"
โดยตั้งใจหยิบยกศิลปะ วัฒนธรรม และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยฉบับคนท้องถิ่น
มาถ่ายทอดให้เป็นเรื่องราวที่ละเมียดละไมและสนุกสนานกว่าที่เคย
และเจ้าของเพจ "Nookpixel" บริการถ่ายภาพในเวียนนา
สำหรับใครที่อยากเก็บความทรงจำสวยๆ ในมุมมองที่ไม่เหมือนใคร
ช่องทางการติดตาม:
- เรื่องราวจากเวียนนา: วนเวียนนา - Von Wien (FB สำหรับคนชอบอ่าน)
- สนใจถ่ายภาพ/ติดต่องาน: Nookpixel (FB สำหรับทักแชทจ้างงาน)
- รวมภาพถ่ายสวยๆ : @nookpixel.photo (IG Portfolio)
Nookpixel



